ปลูกไรผม
การปลูกไรผม (Hairline Modification / Hairline Lowering) เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาหน้าผากกว้าง หน้าผากเถิก หรือต้องการปรับโครงหน้าให้ดูละมุนและมีมิติมากขึ้น โดยการย้ายเซลล์รากผมจากบริเวณท้ายทอยมาปลูกใหม่บริเวณแนวไรผมด้านหน้า
ปลูกไรผมเหมาะกับใครบ้าง?
• ผู้ที่มีหน้าผากกว้างหรือเถิกมาตั้งแต่กำเนิด ต้องการลดความสูงของหน้าผากลง
• ผู้ที่มีปัญหาหัวเถิกจากพันธุกรรมหรือฮอร์โมน ทำให้แนวผมเดิมร่นถอยไปด้านหลัง (มักพบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงก็เป็นได้)
• ผู้ที่ต้องการปรับกรอบหน้า (Facial Design) เช่น เปลี่ยนหน้าผากรูปตัว M (M-Shape) ให้เป็นทรงมนหรือทรงเหลี่ยมตามต้องการ เพื่อให้หน้าดูเรียวหรือสมส่วนขึ้น
• ผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจ เวลาเกล้าผม รวบผมตึง หรือเปิดหน้าผาก
สิ่งสำคัญในการดีไซน์แนวไรผม (Hairline Design)
• สัดส่วนของใบหน้า (Golden Ratio): โดยทั่วไปจะแบ่งใบหน้าเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน คือ จากคางถึงใต้จมูก, ใต้จมูกถึงหัวคิ้ว และหัวคิ้วถึงแนวไรผม (สัดส่วนประมาณ 1:1:1)
ความพริ้วไหวแบบธรรมชาติ (Zig-Zag Pattern): ไรผมตามธรรมชาติของมนุษย์จะไม่เรียงเป็นเส้นตรงเป๊ะเหมือนไม้บรรทัด แพทย์ที่เชี่ยวชาญจะปลูกแบบสลับฟันปลาเล็กน้อยเพื่อให้ดูเนียนตา
• การเลือกขนาดของเส้นผม (Direction & Hair Size): บริเวณแถวหน้าสุดของไรผม (Forefront) จะต้องใช้ “ผมเส้นเดี่ยว” (Single Hair Graft) ที่มีความละเอียดและบางที่สุด เพื่อให้ดูเหมือนไรผมที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ จากนั้นค่อยไล่ความหนา (Double/Triple Grafts) ไปทางด้านหลัง
เทคนิคการปลูกผม FUE with DHI Hair Transplant คืออะไร
เทคนิคการปลูกผม FUE with DHI Hair Transplant เป็นนวัตกรรมการ ปลูกผม ผลลัพธ์ที่ได้คือธรรมชาติ สวย และเทคนิคการปลูกผมแบบ FUE with DHI Hair Transplantก็ได้รับการยืนยันจากศัลยแพทย์เทคนิค FUE with DHI Hair Transplant จากประเทศสหรัฐอเมริกาว่าพื้นที่ปลูกผมใหม่ด้วยเทคนิคการปลูกผมแบบ FUE with DHI Hair Transplant นั้นแข็งแรง ไม่มีการเสื่อมสภาพ
เทคนิคการปลูกผมแบบ FUE with DHI Hair Transplant เป็นนวัตกรรมการย้ายเซลล์รากผม โดยวิธีการเจาะเอาเซลล์รากผมมาปลูกถ่ายในบริเวณที่ไม่มีผมที่ต้องการรักษา โดยที่แพทย์ไม่จำเป็นต้องเราะตัดหนังศีรษะของคนไข้ออกมาเป็นชิ้นยาว เหมือนวิธีการปลูกผมแบบวิธีอื่นๆ
ขั้นตอนและวิธีการรักษาเทคนิค FUE with DHI Hair Transplant
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฉีดยาชา หรือให้คนไข้ทานยานอนหลับแบบอ่อนๆ และแพทย์ถึงจะเริ่มทำการรักษาปลูกผมใหม่ด้วยเทคนิค FUE with DHI Hair Transplant โดยการใช้เครื่องมือพิเศษหัวเจาะ ( Punch ) ที่มีหัวขนาดเล็ก 0.6-0.9 มิลลิเมตร เจาะตรงบริเวณพื้นหนังศีรษะรอบกอผมที่กำหนด ลึกลงรากผม โดยเลือกใช้เซลล์ผมบริเวณด้านหลังศีรษะ ดึงกอผมที่มีความแข็งแรงเหล่านั้นออกมา และแพทย์จะทำการเจาะเปิดแผลเล็กๆ ขนาด 0.6-0.9 มิลิลิเมตร บริเวณศีรษะที่ต้องการปลูกผมใหม่ แล้วคำนวณกราฟ (เซลล์รากผม) แทนที่ คล้ายการย้ายเซลล์รากผมมาแทนที่สลับตำแหน่ง
ขั้นตอนต่างๆ ในการปลูกผมต้องใช้ความละเอียดประณีตและความชำนาญเฉพาะทางของแพทย์อย่างมากเพราะว่าหากแพทย์ไม่ชำนาญเจาะ อาจทำให้เซลล์รากผมหลุดขาดได้ นอกจากจะเกิดปัญหาต่อเซลล์รากผมแล้ว อาจจะส่งผลถึงการปลูกผมใหม่ที่ไม่เป็นธรรมชาติ และผลเสียในระยะเวลาการรักษา
ถึงแม้ว่าวิธีนี้จะเป็นการนำเครื่องมือ (Robot) เข้ามาช่วยเก็บกราฟที่แสดงผลออกมาก็จริง แต่ทุกขั้นตอนกลไกของการทำงานต้องผ่านมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น ซึ่งนั้นก็หมายถึงหัวใจของวิธีการนี้คือแพทย์ผู้ทำการรักษาและทีมผู้ช่วยทีมีความชำนาญการปลูกผมเทคนิค FUE with DHI Hair Transplantได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
รักษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทาง และ
รักษาโดยหุ่นยนต์ ( Robot ) หรือ ใช้เทคนิคผสมผสาน
ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าผลลัพธ์และความแตกต่างขึ้นอยู่ที่ผู้ควบคุมดูแลการรักษาเป็นหลัก เทคนิคการปลูกผม FUE with DHI Hair Transplantจำเป็นต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและแม่นยำ หลังจากทำการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE with DHI Hair Transplant คนไข้ไม่ควรสัมผัสแผล ซับแผล หรือทำการสระผม รวมทั้งห้ามให้แผลถูกน้ำบริเวณที่ได้ทำการปลูกผมด้วยเทคนิค FUE with DHI Hair Transplantเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง
การเตรียมตัวก่อนปลูกผม
1. ลูกค้าควรงดรับประทานยา จำพวก วิตามินต่างๆ อย่างน้อย1-3 วัน ก่อนเข้ารับการปลูกผม
2. ในกรณีที่ลูกค้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
โรคหัวใจ ฯลฯ ท่านจำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนปลูกผม
3. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด 2-3 วัน ก่อนการปลูกผม
4. ถ้าท่านแพ้ยากรุณาแจ้งให้แพทย์ทราบในวันที่เข้ารับการปรึกษาก่อนปลูกผม
5. ท่านจำเป็นต้องตรวจเลือด ก่อนการปลูกผมอย่างน้อย 3 วัน
6. ในวันปลูกผมแนะนำให้ท่านสวมเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้า หรือเสื้อเชิตและ มีญาติมารับ-ส่ง (หากไม่สะดวกให้แจ้งเจ้าหน้าที่ได้ ทางคลินิกมีบริการรับ-ส่ง)
การดูแลหลังตัวเองปลูกผม
• หลังทำทันที ให้ลูกค้านอนหมอนล๊อคศีรษะ 45 องศา นอนท่าตรง
• ช่วง 7-14 วันแรก ลูกค้าควรรับประทานอาหารอ่อน (หมู) งดแอลกอฮอล์ งดใก่และไข่ งดอาหารแสลง อาทิ ปู ปลาร้า อาหารดิบ ของหมักดอง ฯลฯ โดยเด็ดขาดซึ่งอาจส่งผลกระทบอาจทำให้แผลอักเสบได้
• งดออกกําลังกายประมาณ 2-4 สัปดาห์แรก
• งดว่ายน้ำ 4 สัปดาห์ งดกีฬา งดงานที่หักโหมหรือที่มีการกระทบกระแทกมากเกินไป
• หลีกเลี่ยงฝุ่นหรือตากแดดเป็นเวลานานเกินไปควรอยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นหลังการปลูกผม
• หลังปลูกผมสามารถอาบน้ำ ล้างหน้าได้ตามปกติ (ด้วยความระมัดระวัง)
• ห้ามจับโดนบริเวณที่ปลูกผมโดยเด็ดขาด
• หลังปลูกผม ลูกค้าควรมาล้างแผลกับทางคลินิก 3 วัน และทางเราจะสอนวิธีล้างแผล อย่างถูกวิธีให้กับลูกค้า
จำเป็นต้องปลูกผมซ้ำรึเปล่า
โดยปกติแล้ว เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เส้นผมก็จะร่วงไปตามวัย แต่เนื่องจากในขั้นตอนการปลูกผม จะนำรากผมมาจากบริเวณที่ผมขึ้นค่อนข้างเป็นรากผมที่แข็งแรงกว่าผมบริเวณกลางกระหม่อม อย่างเช่น ผมบริเวณด้านหลัง หรือผมบริเวณด้านข้าง ดังนั้น เมื่อนำผมเหล่านั้นมาปลูกยังบริเวณที่ต้องการแล้ว ในขณะที่ผมเดิมบางลงเมื่ออายุมากขึ้น ผมที่ปลูกไว้จะยังเหลืออยู่ และสามารถปลูกเพิ่มได้ตามต้องการ ส่วนเส้นผมในบริเวณที่เรานำออกมานั้น เมื่อเวลาผ่านไปก็จะงอกขึ้นมาใหม่ กลายเป็นเส้นผมธรรมชาติตามปกติ:: ข้อควรระวังการปลูกผม ควรกระทำภายใต้การควบคุมของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น MEDA
อาหารที่ช่วยบำรุงผม
1. วิตามินซี (Vitamin C)
เช่น ฝรั่ง, ส้ม, สตรอเบอร์รี่, พริกหวาน, บลอกโคลี หรือผักคะน้า เป็นต้น
2. วิตามินบีรวม (B Vitamins)
เช่น เนื้อหมู, เนื้อไก่, ถั่ว และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากนม
3. วิตามินเอ (Vitamin A)
เช่น ผักสีส้ม, สีเหลือง, สีเขียวเข้ม, น้ำมันตับปลา และเครื่องในสัตว์
4. ซิงค์ (Zinc)
เช่น อาหารทะเล, หอยนางรม, ปู, กุ้งมังกร, หอยแมลงภู่, เมล็ดทานตะวัน, ถั่วลิสง, เนื้อวัว, เนื้อแกะ, เนื้อหมู และธัญพืช
5. ไบโอติน (Biotin)
เช่น อาหารที่มีไบโอตินเช่น ถั่ว, แครอท, วอลนัท และดอกกะหล่ำ
