ผ่าตัดดึงหน้าภูเก็ตที่ไหนดี
ผ่าตัดดึงหน้าภูเก็ตที่ไหนดี : การผ่าตัดดึงหน้าที่ไหนดี ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีประสบการณ์สูง เพื่อความปลอดภัย สร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ได้ที่มากสุด
ผ่าตัดดึงหน้า คืออะไร?
การผ่าตัดดึงหน้า คือ การทำศัลยกรรมเพื่อยกกระชับกล้ามเนื้อและไขมันใต้ผิวหนังให้กลับไปยังตำแหน่งที่เหมาะสม และตัดผิวหนังส่วนเกินเพื่อให้ใบหน้ากระชับและเรียบเนียนขึ้น ซึ่งการศัลยกรรมดึงหน้าจะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ดูเป็นธรรมชาติ โดยจะช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อยของใบหน้า ด้วยเทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบันที่ทันสมัย ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ฟื้นตัวไวและอยู่ได้นาน
ผ่าตัดดึงหน้าสามารถเลือกทำได้ส่วนไหนบ้าง
1.การดึงหน้าผาก
2.การยกคิ้ว
3.ดึงหน้าส่วนกลาง
4.การยกโหนกแก้ม
5.การดึงหน้าส่วนล่าง
6.การแก้ไขเหนียงใต้คาง
7.การดึงคอทั้งด้านข้างและตรงกลาง
นอกจากนี้ยังสามารถทำร่วมกับการศัลยกรรมชนิดอื่น เช่น การผ่าตัดหนังตา การเก็บถุงใต้ตา การเสริมโหนกแก้ม การเสริมจมูก การเสริมคาง การดูดและการเติมไขมันบริเวณใบหน้า เป็นต้น
ประเภทและเทคนิคของการผ่าตัดดึงหน้า
การผ่าตัดดึงหน้าสามารถแบ่งออกตามบริเวณที่ต้องการแก้ไข เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละบุคคล:
Full Facelift (การดึงหน้าแบบใบหน้าทั้งหมด): เหมาะสำหรับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยมาก ครอบคลุมตั้งแต่ขมวดคิ้ว ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ไปจนถึงกรอบหน้า
Upper Lift (การดึงหน้าส่วนบน): เน้นบริเวณหน้าผากและหางตา (มักทำร่วมกับการดึงหางตา/ยกคิ้ว Endoscopic Brow Lift)
Mid-Face Lift (การดึงหน้าส่วนกลาง): แก้ไขปัญหาร่องแก้มลึก (Nasolabial folds) แก้มห้อย และเนื้อแก้มบริเวณโหนกหน้าที่ฝ่อตัวลง
Lower Facelift & Neck Lift (การดึงหน้าส่วนล่างและลำคอ): เน้นการเก็บกรอบหน้า (Jawline) แก้ไขปัญหาแก้มห้อยตรงกระเปาะแก้ม (Jowls) และผิวคอที่หย่อนคล้อยเป็นชั้น (Turkey neck)
Mini Facelift: การผ่าตัดเปิดแผลขนาดเล็ก เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยไม่มาก (มักเป็นกลุ่มอายุ 30-40 ปลายๆ) พักฟื้นเร็ว แต่จัดการผิวส่วนเกินได้น้อยกว่าแบบ Full
ใครที่เหมาะสมกับการผ่าตัดดึงหน้า
1.ผู้ที่มีปัญหาหรือต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ ลดริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
2.ไม่จำกัดอายุ พิจารณาตามสภาพผิวและความหย่อนคล้อยของใบหน้า และความต้องการของผู้เข้ารับการผ่าตัด
3.น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ หากต้องการลดน้ำหนัก ควรลดน้ำหนักให้ได้ตามที่ต้องการก่อนการผ่าตัด
4.ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นข้อห้ามในการผ่าตัด เช่น โรคที่มีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด (Hemophilia) โรคที่มีความผิดปกติของการหายของแผล (Ehlers-Danlos Syndrome) เป็นต้น
5.ไม่ได้กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
6.มีความคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผล
7.มีสุขภาพจิตปกติ
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน มักจะเป็นผลมาจากการใช้ยาให้หลับหรือยาสลบ ในช่วงวันสองวันแรก อาจจะมีบริเวณใต้ผิวหนังซึ่งมีเลือดค้างอยู่ มักจะดีขึ้นเอง มีบางรายที่อาจต้องดูดออก อาจจะมีกล้ามเนื้อบางส่วนของใบหน้ายังทำงานไม่ได้ปกติ เช่น เวลายิ้ม หรือยักคิ้ว อาจจะไม่เท่ากัน มักจะดีขึ้นเองเมื่อเส้นประสาทและกล้ามเนื้อหายช้ำประมาณ 1-2 เดือน หลังผ่าตัด นอกจากนี้จะมีแผลเป็นบริเวณหลังหูอยู่นานหรือนูนได้ ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการทายาหรือฉีดยาเฉพาะที่ ส่วนในบริเวณผมอาจจะมีผมร่วงบริเวณผ่าตัดได้ แต่มักจะงอกขึ้นมาใหม่ในระยะ 2-3 เดือนหลังผ่าตัด MEDA
ขั้นตอนการผ่าตัด
1 การระงับความเจ็บปวด: สามารถทำได้ทั้งการฉีดยาชาชื่นร่วมกับการทานยาเบลอ
2 การเปิดแผล (Incision): แผลมักจะซ่อนอยู่ตามแนวเส้นผม บริเวณขมับ ลงมาตามขอบด้านหน้าของใบหู อ้อมไปหลังใบหู และสิ้นสุดที่แนวเส้นผมท้ายทอย เพื่อให้เห็นรอยแผลเป็นน้อยที่สุด
3 การเลาะแยกเนื้อเยื่อและการเย็บชั้น SMAS: ศัลยแพทย์จะจัดแต่งชั้น SMAS ยกกระชับและเย็บตรึง
4 การตัดผิวหนังส่วนเกิน: ดึงผิวหนังชั้นบนให้เรียบตึงอย่างพอดี ตัดส่วนเกินออก แล้วเย็บปิดแผลด้วยความประณีต
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด (Pre-operative Care)
1. งดยาและอาหารเสริม: งดกลุ่มยา, วิตามินอี, น้ำมันปลา, แปะก๊วย และอาหารเสริมทุกชนิดที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 2 สัปดาห์
2. งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพราะนิโคตินมีผลทำให้หลอดเลือดหดตัว แผลจะหายช้าและเสี่ยงต่อการขาดเลือดของเนื้อเยื่อ
3. แจ้งประวัติสุขภาพ: โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาที่ต้องทานประจำอย่างละเอียด
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด (Post-operative Care)
1. การประคบ: ประคบเย็นในช่วง 48-72 ชั่วโมงแรกเพื่อลดอาการบวม จากนั้นอาจเปลี่ยนเป็นประคบอุ่นตามแพทย์แนะนำ
2. ท่านอน: นอนยกศีรษะสูง (หนุนหมอน 2-3 ใบ) ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อช่วยลดอาการบวม
3. การดูแลแผล: รักษาความสะอาดของแผลตามแพทย์สั่ง หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลเปียกน้ำจนกว่าจะตัดไหม (มักตัดไหมประมาณ 7-10 วันหลังผ่าตัด)
4. การสวมผ้ารัดหน้า (Facial Compression Garment): ต้องใส่ตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยกดรีดน้ำเหลือง ลดบวม และช่วยให้ผิวแนบสนิทกับโครงสร้างใหม่ได้เร็วขึ้น
5. งดกิจกรรมหนัก: งดการออกกำลังกายรุนแรง การยกของหนัก และหลีกเลี่ยงการก้มหัวต่ำ เป็นเวลาอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์
ข้อควรระวังหลังการผ่าตัด (Post-Op Care)
ช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์แรกคือช่วงที่ต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดที่สุด:
1. ระวังภาวะเลือดคั่งใต้ผิวหนัง
(Hematoma): หากมีอาการใบหน้าบวมโตขึ้นอย่างรวดเร็วข้างใดข้างหนึ่ง ร่วมกับอาการปวดระบมรุนแรง ผิวเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะเลือดที่คั่งจะไปกดทับการไหลเวียนเลือด ทำให้เนื้อเยื่อตายได้
2. ระวังการสวมผ้ารัดหน้าไม่ถูกวิธี: ผ้ารัดหน้า (Compression Garment) มีหน้าที่ลดบวมและช่วยให้ผิวหนังแนบสนิทกับชั้น SMAS ใหม่ หากไม่ใส่ตามที่แพทย์สั่ง หรือใส่แน่นเกินไปจนกดทับผิวหนัง อาจทำให้ผิวขาดเลือดเป็นรอยแผลเป็นได้
3. ระวังเรื่องความร้อนและการกระทบกระเทือน:
งดการไดร์ผมด้วยลมร้อน หรืออาบน้ำอุ่นจัด เพราะผิวหน้าในช่วงแรกจะยังชาอยู่ อาจโดนลวกโดยไม่รู้ตัว
4. งดการก้มศีรษะต่ำ การยกของหนัก และการออกกำลังกายรุนแรง เพราะจะเพิ่มแรงดันเลือด ทำให้เส้นเลือดฝอยที่เพิ่งเย็บไปแตกและเลือดออกซ้ำได้
5. ระวังการติดเชื้อ: ห้ามให้แผลโดนน้ำสกปรก ห้ามแคะแกะเกาแผล และห้ามใช้ครีมบำรุงที่ไม่ได้ผ่านการเห็นชอบจากแพทย์ทาลงบนแผลสด
