ลดริ้วรอยหน้าผาก
ลดริ้วรอยหน้าผาก วิธีลดริ้วรอยหน้าผากที่เห็นผลดีที่สุดคือการเลือกแก้ปัญหาตามประเภทของริ้วรอย ซึ่งแบ่งออกเป็นริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อ (Dynamic Wrinkles) และริ้วรอยร่องลึกถาวร (Static Wrinkles) โดยคุณสามารถเลือกวิธีจัดการได้ตั้งแต่การทำหัตถการทางการแพทย์ที่เห็นผลไว ไปจนถึงการบำรุงผิวในชีวิตประจำวัน
ลดริ้วรอยคืออะไร?
ริ้วรอย คือปัญหาผิวหน้าอย่างหนึ่ง ที่ทำให้บริเวณผิวของเราเกิดรอยยับเป็นริ้ว เป็นเส้น หากเป็นมากจะเห็นเป็นร่องลึกลงไปในผิว ซึ่งริ้วรอยไม่ได้เกิดจากความผิดปกติ แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้น
ริ้วรอยจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อเราอายุประมาณ 25 ปี และจะเกิดเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ นอกจากนี้ ริ้วรอยยังไม่ได้เกิดขึ้นแค่บนใบหน้าเท่านั้น แต่ผิวหนังทั้งร่างกายจะเริ่มมีริ้วรอยเมื่ออายุมากขึ้น จุดที่สามารถเห็นได้ชัดคือใบหน้า คอ มือ และแขน
ข้อดีของการฉีดลดริ้วรอย
1. เป็นการแก้ไขปัญหาริ้วรอยความเหี่ยวย่นได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด
2. ช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า เช่น ยิ้ม หัวเราะ หรือ โกรธ
3. เป็นการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้การผ่าตัด
4. ไม่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน เมื่อฉีดเสร็จสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
5. มีความปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใดๆที่เป็นอันตราย
ฉีดลดริ้วรอยอยู่ได้นานแค่ไหน
การฉีดลดริ้วรอย มีทางเลือกมากมายสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการฉีด แต่ระยะเวลาการของการออกฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์แต่ละตัวนั้นจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลิตภัณฑ์นั้นๆ คนไข้สามารถพิจารณาเลือกใช้ได้ตามความต้องการและตามความเหมาะสม แต่หากจะให้กล่าวว่าการฉีดโบท็อกซ์ลดเลือนริ้วรอยนั้นสามารถอยู่ได้นานแค่ไหน ก็จะบอกได้ว่าระยะเวลาของการออกฤทธิ์จะเริ่มต้นตั้งแต่ 3 – 24 เดือน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล อีกทั้งระยะการออกฤทธิ์จะยาวหรือสั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยในการดูแลตนเองหลังฉีดของคนไข้อีกด้วย
ฉีดลดริ้วรอย ฉีดจุดไหนได้บ้าง
1. ลดริ้วรอยรอบดวงตาและใต้ดวงตา บริเวณใต้ตาและหางตาเป็นบริเวณที่เกิดริ้วรอยได้ง่ายมากที่สุด ทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้าและไม่สดใส ซึ่งการฉีดโบท็อกจะช่วยให้ริ้วรอยรอบดวงตา รอยตีนกาและริ้วรอยตรงหางตาจางลง
2. ลดริ้วรอยหว่างคิ้ว เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณหว่างคิ้วที่มากจนเกินไปเวลาขมวดคิ้วทำให้เกิดเป็นก้อน และร่องลึกได้ การฉีดโบท็อกบริเวณนี้จะช่วยคลายกล้ามเนื้อทำให้ไม่เป็นก้อน และร่องลึกเกิดขึ้น
3. ลดริ้วรอยบนหน้าผาก บริเวณหน้าผากมักจะเกิดจากการแสดงอารมณ์และสีหน้า ทำให้เกิดรอยย่นบนหน้าผาก ทำให้ใบหน้าดูแก่ ไม่สดใส การฉีดโบท็อกจะช่วยลดเลือนริ้วรอยบนหน้าผากได้ ทำให้หน้าผากเรียบตึง
ฉีดได้บ่อยแค่ไหน และกี่ครั้ง ?
ต้องฉีดกี่ครั้งใบหน้าถึงจะดูเรียวเล็กลง? ต้องบอกก่อนว่าการฉีดโบลดกราม 1 ครั้ง สามารถให้ผลลัพธ์ได้ราวๆ 4-6 เดือน โดยไม่ต้องทำการฉีดหลายๆ ครั้งเพื่อให้เห็นผล แต่เมื่อผ่านระยะเวลา 4-6 เดือนไปแล้ว ก็ควรกลับมาฉีดใหม่ให้ต่อเนื่อง เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณกรามทำงานน้อยลงเรื่อยๆ จนส่งผลดีในระยะยาว
ข้อฏิบัติตัวที่ควรรู้ก่อนทำ
สำหรับใครที่กำลังจะฉีดโบควรศึกษาข้อปฏิบัติตัว ก่อน-หลังฉีดให้ดีก่อนครับ เพื่อที่จะให้ผลลัพธ์ของการฉีดออกมาดีและคุ้มค่าที่สุด
ก่อนฉีดโบควรเตรียมตัวอย่างไร
1. เลือกใช้โบแท้เท่านั้น
2. ก่อนฉีดควรให้แพทย์ผสมโบท็อกให้ดูต่อหน้าทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เจือจางน้ำเกลือมากเกินไป
3. ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและหมอที่มีประสบการณ์
4. ไม่ควรฉีดโบเกิน 300 ยูนิต ต่อครั้ง
5. ระหว่างการฉีดควรประคบด้วยความเย็น เพื่อลดการไหลเวียนของเส้นเลือดรอบๆ
หลังฉีดโบท็อกควรปฏิบัติตัวอย่างไร
1. หลังฉีดโบควรรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อที่ฉีดทันที 1-2 ครั้ง
2. งดนอนราบ 3 ชม
3. หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดและกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง
4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด หมูกระทะ ปิ้งย่าง หรืออาหารที่ต้องนั่งหน้าเตาร้อนๆ
5. หากมีคอร์สทำหน้า นวดหน้า ควรงด 2 สัปดาห์หลังทำ
ฉีดโบลดริ้วรอยกี่วันเห็นผล ?
ฉีดโบลดริ้วรอย สามารถแยกผลออกเป็น 2 ส่วน
• ส่วนของกล้ามเนื้อที่ขยับ (Dynamic Line) ปกติจะเริ่มออกฤทธิ์และเห็นผลในช่วง 3-7 วัน เห็นผลเต็มที่ใช้เวลาประมาณ 14 วัน กล้ามเนื้อจะขยับน้อยลงหรือไม่ขยับเลย ขึ้นกับความต้องการของแต่ละคน สามารถแจ้งหมอก่อนฉีดได้
• ส่วนของริ้วรอยเล็ก ๆ บนผิว (Static Line) ต้องใช้เวลานานกว่า Dynamic Line ส่วนมากต้องใช้เวลา 4-6 สัปดาห์จึงจะเห็นผลเต็มที่ เนื่องจากต้องรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาชดเชยร่องที่เคยโดนพับตอนที่กล้ามเนื้อทำงานเยอะ ๆ ครับ ถ้าอายุมากยิ่งต้องรอนานขึ้น MEDA
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการดื้อโบ
• ปรึกษาคุณหมอที่เข้าใจเรื่องการฉีดโบเพื่อเลี่ยงปัญหาฉีดโบลดริ้วรอยในปริมาณมากเกินไป เนื่องจากโบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อมีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องใช้ปริมาณให้เหมาะสมกับจุดที่ฉีดในทุกครั้ง
• หลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์บ่อยเกินไป แนะนำให้เว้นระยะห่างสัก 2-3 เดือน พร้อมกับเลือกยี่ห้อโบที่สามารถออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่า
• ไม่แนะนำให้เปลี่ยนยี่ห้อโบที่ใช้ฉีดบ่อย รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้โบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานจนเกิดอาการดื้อโบท็อกซ์
